สวัสดีวันเข้าพรรษาค่ะ ในที่สุดก็โผล่หัวมาอัพซักที ฮ่าๆๆ ^O^;;;(กลบเกลื่อนเต็มที่)

วันนี้ไปงานหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 6 มาค่ะ (ชื่อนี้รึเปล่าฟะ?) คนไม่เยอะเท่างานสัปดาห์หนังสือฯแต่ก็หนักหนาทีเดียว ออกมาหัวฟูกระเซอะกระเซิงเลยทีเดียว

แต่ก็คุ้มค่ะ หนังสือที่ได้มามีเยอะมากๆ จนเปิดร้านได้เลย

จริงๆแล้วไปมาสองวันคือเมื่อวานกับวันนี้ เมื่อวานไปกะเล็งงาน Jamsai buffet ที่มีหนังสือให้โกยใส่ถุงเท่าไหร่ก็ได้ในราคา399 แต่ไปแล้วเสียความรู้สึกมากมาย มันหมด แต่ก็นะ วันนี้ก็เลยไปดูอีกรอบ รีบไปตั้งแต่9โมงเลย แต่คนก็เยอะอยู่ดี ได้คิวประมาณ500กว่า รอกันเหงือกบานเลยทีเดียว

กติกามีอยู่ว่า เอาไปกี่เล่มก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้  แต่ห้ามเกินขอบถุงที่เค้าให้มาเท่านั้นเอง

หลังจากรอไปหนึ่งชั่วโมง(แทบรากงอก)ก็ได้เวลาให้การโกย เข้าไปกับน้องสองคน จำกัดเวลาให้ยี่สิบนาที วิ่งกันหัวฟูเลยค่ะ ฮ่าๆ

นี่คือโคตรหนังสือที่ซื้อมาค่ะ ไปหอบมาจากงานแจ่มใสประมาณ3ถุง(ไม่เต็มถุงอีกต่างหาก ไม่คุ้มเลยT^T) จริงๆมีเยอะกว่านี้แต่กล้องเก็บไม่พอ ยังคุยกับน้องอยู่เลยว่าเอาไปหลอกขายเพื่อนเล่มล่ะซัก50บาทดีมั้ยเนี่ย คุ้มไม่ใช่น้อย-..- ทั้งหมดนี่เสียทรัพย์ไป1200บาทค่ะ กลับบ้านมาต้องมาเคลียร์เควสกับท่านแม่ที่บ่นเป็นวรรคเป็นเวรว่าทำไมไม่ ซื้อหนังสือที่มีประโยชน์มาบ้าง -__-

แอบซื้อหนังสือซ้ำมาด้วยล่ะ...โทษความโง่ของตัวเอง กะว่าจะเอาไปแจกคนงานที่บ้านอ่านเล่นกันสนุกสนาน อับอายเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่าให้ใครรู้เชียวว่าซื้อเกินมา T^T

อันนี้ไม่เกี่ยวกับแจ่มใสแต่อย่างใด  พอดีไปเกินบูทสถาพรมาไปวันแรกซื้อราชาแห่งราชันย์มา2เล่ม ไปวันที่สองซื้ออีก2เล่ม ทำไมไม่ซื้อวันเดียวกันไปเลยวะฉัน .. ได้ของแถมด้วย

ไปวันนี้มีเงินพอแค่ซื้อสองเล่ม...แทบบ้า อีกไม่กี่บาทจะได้สมุดโน๊ตที่จะแถมแล้ว ดันอดได้ เกือบจะสรรเสริญพ่อแม่ผู้บริหารแล้วถ้าไม่ได้ที่คั่นมาแบบมากมายท่วมท้นจนอิ่มเอิบขนาดนี้..-.- 

 

(สรุปว่าที่ไปนี่มีตรงไหนเกี่ยวพันกับเด็กและเยาวชนบ้างเนี่ย -_-;;)

 

รวมๆแล้วซื้อไปเยอะทีเดียว ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยนะคะ  หนังสือที่มีตอนนี้ถึงจะเยอะ แต่ก็น้อยกว่าที่เด็กหลายๆคนมีโอกาสได้ซื้อรวมกับทั้งชีวิตซะอีก จริงๆแล้วเราเป็นคนชอบอ่านนิยายมากกกกกกกกกกกกกกก มากๆจริงๆ แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุนเท่าไหร่ พอครั้งนี้ได้มีโอกาสไป ก็เลยซื้อเยอะจนกลัวตัวเอง -_-;;

ผู้ชาย...

posted on 29 Jun 2008 13:18 by nana-naniz

หล่อๆซักคน..

.. 

ลูกครึ่ง เกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษอเมริกา ไม่เกี่ยง..

.. 

ดวงตาคมกริบ..รอยยิ้มละลายหัวใจ

.. 

นิสัยดี มีหัวคิด เรียนเก่ง...

.. 

กีฬาก็เก่ง

.. 

บ้านรวย -.-

..

น่ารัก มีสัมมาคาราวะ มีทัศคติดีๆ..

.. 

ทะเลาะกันบ้างก็ได้..แต่อย่าบ่อย...

.. 

ยอมรับความเป็นตัวตนของเรา...

.. 

โรแมนติก *0*

..

น่ากิน -..- (อันนี้มันอะไร)

...

 

ไม่มีอะไรหรอก พรเอกนิยายเรื่องใหม่ที่ว่าจะแต่ง.. แหม.. ถ้าคนแบบนี้มีจริงก็ดีสิเนอะ โฮกกก 

 

1.วันนี้ได้รับคำสั่งให้ท่องตารางธาตุ... หมู่1-8และโลหะทรานซิสชั่น

วันนี้ได้รับคำสั่งให้ท่องค่าของหน่วยพื้นฐาน

วันนี้ได้รับคำสั่งให้ไปท่องตารางความสัมพันธ์ในตรรกศาสตร์

วันนี้ได้รับคำสั่งให้ไปท่องความต่างของภาษาบาลีกับสันสกฤต

สำหรับคนที่ผ่านมันมาแล้วคงรู้ว่ามันไม่หนักหนาอะไรเท่าไหร่ แต่ที่สงสัยคือ.....จะท่องมันไปทำไม

เอาตามจริงแล้วในชีวิตถ้าหากต้องทำงานของพวกนี้เราสามารถเปิดตำราดูได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ..ตั้งแต่เกิดมาเราก็ท่องอะไรกันมาตั้งมากมาย จำได้ว่าตอนเด็กๆท่องกลอนทำนองเสนาะ(ท่อง คือท่อง) สุดท้าย ก็ไม่เห็นจะเอาไปทำซากอ้อยอะไรในชีวิตได้เล้ยยย..

 

2.เมื่อหลายวันก่อน ได้รู้มาว่าเด็กรุ่นนี้จะต้องสอบเข้ามหาลัยโดยเริ่มตั้งแต่ม.5 สอบอะไรไม่รู้ไม่สนใจจะจำ..

เพื่อนมันกระดี๊กระด๊าใหญ่ มันบอกว่า"เฮ้ย ดีว่ะแก จะได้รีบๆจบ มีเพื่อนของพี่เรานะเรียนม.ต้นเสร็จเข้ามหาลัยเลย ไปเรียนรามา มันมีหลักสูตรอะไรไม่รู้ บลาๆ"

เรามองหน้ามันพลางคิดว่า

มึงจะรีบเรียนไปไหนวะคะ?

สงสัยจริงๆ ว่าจะรีบๆเร่งๆเรียนกันไปไหน ที่เราจำเป็นต้องไปโรงเรียนกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะเราจำเป็นต้องเรียนอะไรที่มากกว่าวิชาการไม่ใช่เหรอ เราไปเรียนเพื่อให้มีประสบการณ์ แล้วยังไม่ทันที่เราจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิต ก็จะรีบไปใช้ชีวิตแล้วหรือ?

 

3.ทุกคนคงได้ยินข่าวเรื่องนิสิตจุฬาฆ่าตัวตาย ได้ยินแล้วปวดตับจริงๆ ทำไมถึงมีความคิดแบบนั้นได้นะ

คนทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง อันนั้นฉันก็รู้ย่ะ แต่ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย..เกรดตกนี่ถึงตายเลยใช่ไหม?

จะบอกอะไรให้อย่าง สำหรับคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายเพราะไม่ประสบความสำเร็จ...

แม่ของเจ้าของบล็อกนี้เกิดในช่วงที่การปกครองในประเทศบ้านเกิดวุ่นวายอีกด้วย(แม่ฉันเป็นคนจีน เกิดในช่วงเหมาเจ๋อตุง วุ่นวายมาก)ตอนเด็กๆฐานะทางบ้านของคุณแม่จนมาก คุณยาย(อาม่า)ก็เสียไปเพราะไม่มีเงินจะรักษาโรค ทำนาตั้งแต่อายุ10ขวบ.. ที่สำคัญ เรียนไม่จบมัธยมด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ตารางธาตุเลย เซลล์ แม่ของฉันยังไม่รู้จักเลย..

แต่ทุกวันนี้เงินที่แม่ได้หนึ่งเดือนมากกว่าเงินเดือนของหมอและวิศวะกร เอ้า บวกแอร์โฮสเตตกับสจ๊วตให้ด้วยเอ้า!

ครอบครัวก็อบอุ่นดี.. เห็นไหม.. แล้วมันจำเป็นไหมที่จะต้องจบมหาลัยดังด้วยเกียรตินิยมดีๆถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต

 

4.เมื่อเราอยู่ในสังคมนี้ ทุกๆอย่างคือการแข่งขัน..

คำพูดนี้เป็นของอาจารย์แก่ๆคนหนึ่งในโรงเรียนของฉัน..

ตั้งแต่เรียนมานี้ ใครๆก็คาดหวังกันว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเข้ามหาลัยดังๆคณะดีๆได้!

บ้าเปล่าวะ??

ความคิดนี้วนเวียนในใจทุกๆครั้งที่ได้ยินประโยคปวดตับกับคำว่า "เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้"

อยากเข้านัก ก็เดินเข้าไปซิโว้ยยย ยามมันไม่ฆ่าแกหรอกน่ะ!!!! >O<

แบบว่า ไร้สาระมากถึงมากที่สุด ก็รู้ว่าการเข้ามหาลัยมันจำเป็น แต่ชีวิตพวกเอ็งคิดแค่นี้รึไง อาจารย์บางคนหนักถึงขั้นว่า

"ไม่ต้องเรียนละกันเรื่องนี้ โอเน็ตไม่ออก"

เวร!!! แล้วตูจะมาโรงเรียนหาพระแสงด้ามยาวเหรอวะ เรียนก็ต้องได้ความรู้เอาไปใช้ได้จริงสิยะ ไม่ใช่สักแต่ว่าเรียนเพื่อเข้ามหาลัย

เพื่อนเราบางคน(ไม่สิ..อีคนเดิมกับข้อ2นั่นแหละ) มันถึงกับบอกว่า

"ถ้าฉันติดวิศวะมหาวิทลัยXX(ไม่เอ่ยชื่อ รู้เพียงเป็นเอกชน) ฉันยอมเข้าครุศาสตร์มหาลัยรัฐดีกว่าว่ะ"

อีนี่ ชีวิตทั้งชีวิตเติบโตมาตั้งนานมึงขึ้นได้แค่นี้เหรอฟะ...ฟังแล้วเซงในอารมณ์จริงๆ

 

สุดท้ายย พวกผู้ใหญ่ ทำอะไรอยู่คะ กินภาษีพ่อแม่หนูแล้วช่วยปรับปรุงการศึกษาทีเถอะค่ะ